วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทินครั้งที่13



บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ แจ่มถิน
วันพฤหัสบดีที่ 23 เดือนเมษายน พ.ศ.2558 เวลาเรียน 13.10 - 16.40 น.



ความรู้ที่ได้รับในวันนี้
เรื่องที่เรียนในวันนี้ โปรแกรมการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program)

แผน IEP คือ แผนการศึกษาที่ร่างขึ้น เพื่อให้เด็กพิเศษแต่ละคนได้รับการสอน และการช่วยเหลือฟื้นฟูให้เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถของเด็กแต่ละคน ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยระบุเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการใช้แผนและวิธีการวัดประเมินผล ซึ่งมีบุคคลที่เกี่ยวข้องในการเขียนแผน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูประจำชั้น ผู้ปกครอง และอาจมีหมอหรือผู้ช่วยสอนร่วมด้วย

การเขียนแผน IEP เป็นแผนของเด็ก 1 คน ครูต้องรู้จักเด็กคนนั้นเป็นอย่างดี รู้ว่าเด็กมีปัญหาอะไร รู้นิสัย จุดเด่น จุดด้อย สภาพครอบครัว ได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลหรือไม่ รู้ว่าเด็กสามารถทำอะไรได้ และไม่สามารถทำอะไรได้ มีการประเมินพัฒนาการเด็กเป็นระยะ คอยสังเกตและบันทึกผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบว่าจะต้องเริ่มช่วยเหลือเด็กจากจุดไหน ในทักษะใด แล้วจึงเริ่มเขียนแผน IEP

IEP ประกอบด้วย
- ข้อมูลส่วนตัวของเด็ก
- เด็กจำเป็นต้องได้รับการบริการพิเศษอะไรบ้าง
- ระบุความสามารถของเด็กในขณะปัจจุบัน
- เป้าหมายระยะยาวประจำปี / ระยะสั้น
- ระบุวัน เดือน ปี ที่เริ่มทำการสอน และคาดคะเนการสิ้นสุดของแผน
- วิธีการประเมินผล

ประโยชน์ต่อเด็ก เด็กได้รู้ความสามารถของตนเอง มีโอกาสได้พัฒนาตามศักยภาพของตนเอง ได้รับการศึกษาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม

ประโยชน์ต่อครู เป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ตรงกับความสามารถและความต้องการของเด็ก สามารถเลือสื่อการสอนและวิธีการสอนให้เหมาะกับเด็ก ปรับเปลี่ยนได้เมื่อความต้องการของเด็กเปลี่ยนแปลงไป เป็นแนวทางในการประเมินผลการเรียนและการเขียนรายงานพัฒนาการความก้าวหน้าของเด็ก สามารถตรวจสอบและประเมินได้เป็นระยะ

ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการเรียนรายบุคคล เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความสามารถได้สูงสุดตามศักยภาพ รู้ว่าจะฝึกลูกของตนอย่างไร เกิดความร่วมมือในการพัฒนาเด็ฏ มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง และใกล้ชิดระหว่างบ้านกับโรงเรียน

ขั้นตอนการจัดทำแผนการศึกษารายบุคคล
             1. การรวบรวมข้อมูล ทางการแพทย์ ทางการประเมินด้านต่าง ๆ และจากการบันทึกของผู้ปครอง ครู และผู้ที่เกี่ยวข้อง

             2. การจัดทำแผน
- ประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง
- กำหนดจุดมุ่งหมายระยะยาวและระยะสั้น
             จุดมุ่งหมายระยะยาว ต้องกำหนดให้ชัดเจน แม้จะกว้าง เช่น น้องช่วยเหลือตนเองได้
             จุดมุ่งหมายระยะสั้น ตั้งให้อยู่ภายใต้จุดมุ่งหมายหลัก ให้เด็กสามารถทำได้ในระยะ 2-3 วัน หรือ 2-3 สัปดาห์ กำหนดให้แคบลง และเป็นเชิงพฤติกรรมเท่านั้น กำหนดขึ้นเพื่อสอนใคร พฤติกรรมอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน และพฤติกรรมนั้นต้องดีแค่ไหน
- กำหนดโปรแกรมและกิจกรรม
- ได้รับการรับรองแผนการศึกษารายบุคคลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

            3. การใช้แผน ครูจะนำแผนระยะสั้นไปใช้ นำมาทำเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม แยกย่อยขั้นตอนในการสอนให้เหมาะสมกับเด็ก จัดเตรียมสื่อและจัดกิจกรรมการสอน มรการสังเกตเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก

           4. การประเมินผล โดยทั่วไปจะประเมินภาคเรียนละครั้ง หรือย่อยกว่านั้น ควรมีการกำหนดวิธีการประเมิน เกณฑ์การวัดผล ซึ่งการประเมินในแต่ละทักษะหรือแต่ละกิจกรรมอาจใช้วิธีวัดและกำหนดเกณฑ์แตกต่างกัน

           เมื่อเรียนเนื้อหาเสร็จอาจารย์ก็ได้สอนการเขียนแผน IEP และให้จับกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน เพื่อทดลองช่วยกันเขียน IEP กลุ่มละ 1 แผน


บรรยากาศภายในห้องเรียน




การจัดทำแผน IEP






  ท้ายคาบอาจารย์ให้นักศึกษาจับกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน เพื่อช่วยกันเขียนแผน IEP


กลุ่มของดิฉัน



การนำไปประยุกต์ใช้
สามารถนำเอาหลักการเขียนแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล หรือแผน IEP ไปใช้สำหรับการเขียนแผนเพื่อเด็กพิเศษเป็นรายบุคคลในอนาคตได้ รู้ว่าควรจะต้องเขียนแผนไปในลักษณะใด และควรแก้ไขพฤติกรรมของเด็กที่มีความต้องการพิเศษเฉพาะด้านอย่างไร

การประเมิน
ตนเอง : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย จดบันทึกเพิ่มเติมตามอาจารย์ ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมอย่างดี
เพื่อน : ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างดี เมื่อสงสัยต้องส่วนใดก็ถามอาจารย์ คุยกันเสียงดังบ้าง แต่ก็ตั้งใจเรียนดี
อาจารย์ : มีเกมมาให้เล่นเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายก่อนเข้าเนื้อหาการเรียน อธิบายการเขียนแผนได้อย่างเข้าใจ การเรียนมีความสนุกสนานดีคะ

บันทึกอนุทินครั้งที่12



บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ แจ่มถิน
วันพฤหัสบดีที่ 9 เดือนเมษายน พ.ศ.2558 เวลาเรียน 13.10 - 16.40 น.


ความรู้ที่ได้รับในวันนี้
เรื่องที่เรียนในวันนี้ การส่งเสริมทักษะต่าง ๆ ของเด็กพิเศษ

ทักษะพื้นฐานทางการเรียน
เป้าหมาย การช่วยให้เด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้ มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง เกิดความรู้สึกว่า "ฉันทำได้" พัฒนาความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น อยากสำรวจ และทดลอง


ช่วงความสนใจ จะต้องมีก่อนการเรียนรู้อื่น ๆ สามารถจดจ่อต่อกิจกรรมในช่วงหนึ่งได้นานพอสมควร ซึ่งเด็กปกติจะมีช่วงความสนใจเป็นเวลาประมาณ 10-15 นาที แต่เด็กพิเศษช่วงความสนใจจะสั้นมาก การเล่านิทานเรื่องที่สั้น ๆ แล้วให้เด็กนั่งฟังจนจบได้ จะทำให้เขารู้สึกว่าเขาทำได้ และค่อยพัฒนาเป็นนิทานเรื่องที่ยาวขึ้นเรื่อย ๆ


การเลียนแบบ สำหรับเด็กพิเศษไม่ควรปล่อยให้เขาทำกิจกรรมต่าง ๆ คนเดียว ควรให้เด็กได้ทำกิจกรรมไปพร้อม ๆ กับเด็กปกติ เพื่อให้เด็กได้เลียนแบบพฤติกรรมของเพื่อน


การทำตามคำสั่ง คำแนะนำ ครูควรเรียกชื่อเด็กก่อนเสมอ และเมื่อให้เด็กพิเศษกับเด็กปกติทำกิจกรรมร่วมกัน ครูควรเรียกชื่อเด็กพิเศษก่อนเด็กปกติ เพื่อให้เด็กพิเศษได้ตั้งสติในการฟังคำสั่ง ควรสั่งทีละคำสั่ง เป็นคำสั่งที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ใช้คำพูดให้เด็กได้ยินชัดเจน ให้เด็กเข้าใจคำศัพท์ของครู


การรับรู้ การเคลื่อนไหว
เด็กจะได้ยิน เห็น สัมผัส ลิ้มรส ได้กลิ่น แล้วส่งผลถึงการตอบสนองอย่างเหมาะสม

การควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็ก
โดยให้เด็กทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การกรอกน้ำ ตวงน้ำ ต่อบล็อก ทำงานศิลปะ การเล่นมุมบ้าน การให้เด็กฝึกใช้กรรไกร ซึ่งกรรไกรที่เหมาะกับเด็กคือกรรไกรหัวมน การสอนเด็กพิเศษตัดกระดาษควรใช้กระดาษสั้น ๆ ให้ตัดทีเดียวขาด แล้วค่อยเพิ่มความยาวของกระดาษขึ้นเรื่อย ๆ


ความจำ จากการสนทนากับเด็กในเรื่องต่าง ๆ เช่น เมื่อเช้าหนูทานอะไร การจำตัวละครในนิทาน จำชื่อครู เพื่อนได้ เป็นต้น

ทักษะคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์

การวางแผนการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการ โดยจัดกลุ่มเด็ก เริ่มต้นเรียนรู้โดยใช้ช่วงเวลาสั้น ๆ ให้งานเด็กแต่ละคนอย่างชัดเจน ติดชื่อเด็กตามที่นั่ง ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย บันทึกการทำกิจกรรมของเด็ก มีอุปกรณ์ไว้สับเปลี่ยนใกล้มือ เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนเด็กมาถึง ครูพูดในทางที่ดีเสมอ จัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหว และทำบทเรียนให้สนุก

วิธีการแจกงาน ควรให้เด็กเดินมาหยิบด้วยตนเอง เพื่อฝึกให้เด็กได้ช่วยเหลือตนเอง แต่ถ้าไม่อยากให้ห้องเกิดความวุ่นวาย ให้ใช้วิธีส่งต่อกัน

บรรยากาศภายในห้องเรียน


การนำไปประยุกต์ใช้
สามารถนำเอาความรู้เกี่ยวกับหลักพื้นฐานการเรียนและทักษะคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ของเด็กพิเศษ ไปปรับใช้กับการสอนในอนาคตได้ และได้รู้ว่าเด็กพิเศษมีความต้องการในส่วนใดมากกว่าเด็กปกติ และควรส่งเสริมเด็กในลักษณะใด

การประเมิน
ตนเอง : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจเรียน จดบันทึกเพิ่มเติมตามอาจารย์สอน
เพื่อน : แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังอาจารย์สอน มีคุยกันบ้างเล็กน้อย
อาจารย์ : อธิบายเนื้อหาได้เข้าใจชัดเจน มีการยกตัวอย่างสถานการณ์ต่าง ๆประกอบการเรียนทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อชอบค่ะ


บันทึกอนุทินครั้งที่11


บันทึกอนุทิน

วิชาการจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ แจ่มถิน
วันพฤหัสบดีที่ 26 เดือนมีนาคม พ.ศ.2558 เวลาเรียน 13.10 - 16.40 น.



ความรู้ที่ได้รับในวันนี้


        ในวันนี้อาจารย์ให้ทำแบบทดสอบหลังจากที่ได้เรียนมาทั้งหมด เพื่อเป็นการทบทวนเนื้อหา ความรู้ โดยในแบบทดสอบนั้น ก็จะคล้ายๆจากที่อาจารย์เคยสอน และในการสอนแต่ละคาบอาจารย์ก็จะยกตัวอย่างให้นักศึกษาฟังในทุกคาบเพื่อที่จะให้นักศึกษาได้เข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนมากขึ้น ถ้าจำเนื้อหาตัวอย่างที่อาจารย์เคยอธิบายให้ฟัง เราก็จะสามารถทำข้อสอบในครั้งนี้ได้ โดยข้อสอบก็จะเกี่ยวกับขั้นตอนการลำดับงาน การปรับพฤติกรรมของเด็ก เป็นต้น

บรรยากาศภายในห้อง




สิ่งที่นำไปพัฒนา
สามารถนำความรู้ที่ได้จากการสอบในครั้งนี้ ไปปรับใช้ในการปรับพฤติกรรมของเด็ก และสามารถลำดับขั้นตอนการย่อยงาน ได้ถูกตามลำดับขั้นทีวางไว้ค่ะ

การประเมิน
ตนเอง : ตั้งใจทำข้อสอบ มีลืมเนื้อหาที่เรียนไปบ้าง แต่ก็สามารถทำออกมาได้อย่างเต็มที่แล้วค่ะ
เพื่อน : ตั้งใจทำข้อสอบกันดีค่ะ มีคุยกันบ้างเล็กน้อยค่ะ แต่งกายเรียบร้อย เข้าเรียนตรงเวลา
อาจารย์ : เข้าสอนตรงเวลา ไม่กำหนดเลาไม่กดดันนักศึกษาขณะทำข้อสอบ ทำให้บรรยากาศในห้องสบายๆๆค่ะ

บันทึกอนุทินครั้งที่10



บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ แจ่มถิน
วันพฤหัสบดีที่ 19 เดือนมีนาคม พ.ศ.2558 เวลาเรียน 13.10 - 16.40 น.




ความรู้ที่ได้รับในวันนี้


เรื่องที่เรียนในวันนี้ คือ การส่งเสริมทักษะต่าง ๆ ของเด็กพิเศษ

ทักษะการช่วยเหลือตนเอง การให้เด็กได้เรียนรู้การดำรงชีวิตโดยอิสระ ทำกิจวัตรต่าง ๆในชีวิตประจำวันด้วยตนเองให้ได้มากที่สุด เด็กสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตนเอง


การสร้างความอิสระ ให้เด็กได้ช่วยเหลือตนเอง ได้ทำงานตามความสามารถ การเลียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อน หรือบุคคลที่โตกว่า


ความสำเร็จเป็นสิ่งสำคัญ เด็กได้ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเองและได้เรียนรู้ความรู้สึกที่ดี


หัดให้เด็กทำเอง ไม่ช่วยเหลือเด็กเกินความจำเป็น ห้ามพูดกับเด็กว่า "หนูทำช้า" "หนูยังทำไม่ได้" เด็ดขาด


จะช่วยเมื่อไหร่ เด็กก็มีบางวันที่ไม่อยากทำอะไร เบื่อ ไม่สบาย หลายครั้งที่เด็กจะขอความช่วยเหลือในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว ให้ความช่วยเหลือเฉพาะสิ่งที่เด็กต้องการ ช่วยเด็กในช่วงทำกิจกรรม


ลำดับขั้นในการช่วยเหลือตนเอง แบ่งทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยให้มากที่สุด เรียงตามลำดับขั้น (การย่อยงาน)


สรุป ครูต้องพยายามให้เด็ฏทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ย่อยงานแต่ละอย่างออกเป็นขั้น ๆ ความสำเร็จขั้นเล็ก ๆ จะนำไปสู่ความสำเร็จทั้งหมด และช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง พึ่งตนเองได้ และรู้สึกเป็นอิสระ

บรรยากาศในห้องเรียน



                ท้ายคาบอาจารย์ให้นักศึกษาแต่ละคนทำกิจกรรมหลังเรียน คือกิจกรรมศิลปะ โดยใช้สีเทียนทำเป็นวงกลม วงละสี ตามจินตนาการว่าจะทำกี่วงก็ได้

                หลังจากเรียนเนื้อหาเสร็จอาจารย์ก็ให้ทำกิจกรรม โดยแจกกระดาษคนละ 1 แผ่น ให้ระบายสีเป็นวงกลมใหญ่ขึ้นเรื่อยตามความพอใจ และใช้สีได้ตามความชอบ เมื่อระบายเสร็จก็ให้ตัดกระดาษเป็นรูปวงกลมตามที่ได้ระบายไว้ จากนั้นอาจารย์ก็นำต้นไม้มาติดที่กระดานหน้าห้อง แล้วให้นักศึกษานำวงกลมของตนเองออกมาติดที่ต้นไม้ทีละคน
                กิจกรรมนี้เป็นจะช่วยให้ครูทราบว่าเด็กแต่ละคนนั้น มีภาวะจิตใจเป็นแบบใดจากการระบายสีภาพวงกลมของตนเอง และยังได้รู้ว่าการอยู่ร่วมกันภายในห้องเรียนนั้นมีลักษณะเป็นแบบใด จากการนำภาพวงกลมของตนเองออกไปติดที่ต้นไม้หน้าชั้น ซึ่งกลุ่งของฉันนั้นภาพที่ออกมาทำให้รู้ว่าเราอยู่กันด้วยความเกรงใจซึ่งกันและกัน

ผลงานของฉัน





ผลงานของทุกคนในห้อง



การนำไปประยุกต์ใช้
สามารถนำเอาหลักการสอนที่ช่วยให้เด็กสามารถช่วยตนเองได้อย่างเต็มที่ไปปรับใช้ได้ ทั้งในเด็กปกติและพิเศษ โดยไม่คอยให้ความช่วยเหลือเด็กมากจนเกินไป และคอยให้การสนับสนุนหากเด็กสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ และยังสามารถนำเอากิจกรรมการระบายสีวงกลมที่อาจารย์ให้ทำไปใช้กับการทำกิจกรรมของเด็กได้ค่ะ


การประเมิน
ตนเอง : แต่งกายเรียบร้อย จดบันทึกตามอาจารย์สอน ตั้งใจเรียน ใก้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม
เพื่อน : ตั้งใจเรียน ให้ความร่วมมือในการเรียนและการทำกิจกรรม มีคุยกันเสียงบางเล็กน้อย
อาจารย์ : อธิบายเนื้อหา และยกตัวอย่างเหตุการณ์ได้อย่างเข้าใจ สอนสนุก ไม่เครียดค่ะ ดี๊ดี อิอิ


บันทึกอนุทินครั้งที่9



บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ แจ่มถิน
วันพฤหัสบดีที่ 12 เดือนมีนาคม พ.ศ.2558 เวลาเรียน 13.10 - 16.40 น.




ความรู้ที่ได้รับในวันนี้

"การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ"

              ทักษะภาษา

              การวัดความสามารถทางภาษา

          - เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพุดไหม
          - ตอบสนองเมื่อมีคนอื่นพูดด้วยไหม
          - ถามหาสิ่งต่างๆไหม
          - บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไหม
          - ใช้คำศัพท์ของตัวเองกับเด็กคนอื่นไหม

            การออกเสียงผิดพูดไม่ชัด
         - การพูดตกหล่อน
         - การใช้เสียงหนึ่งแทนอีกเสียง
         - ติดอ่าง


            การปฏิบัติของครูและผู้ใหญ่

         - ไม่สนการพูดซ้ำหรือการออกเสียงไม่ชัด
         - ห้ามบอกเด็กว่า"พูดช้าๆ" "ตามสบาย" "คิดก่อนพูด"
         - อย่าขัดจังหวะขณะเด็กพูด
         - อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก


           ทักษะพื้นฐานทางภาษา

         - ทักษะการรับรู้ภาษา
         - การแสดงออกทางภาษา
         - การสื่อความหมายโดยไม่ใช้คำพูด

ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย
         - การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา
         - ภาษาไม่ใช่คำพูดมาก่อนภาษาพูด
         - ให้เวลาเด็กได้พูด
         - คอยให้เด็กตอบ (ชี้แนะหากจำเป็น)
         - เป็นผู้ฟังที่ดีและโต้ตอบอย่างฉับไว (ครูไม่พูดมากเกินไป)
         - เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการฟังอย่างเดียว
         - ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
         - กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
         - เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
         - ใช้คำถามปลายเปิด
            เด็กพิเศษรับรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งพูดได้มากเท่านั้น
          - ร่วมกิจกรรมกับเด็ก

บรรยากาศภายในห้องเรียน
       หลังจากเสร็จการเรียนการสอน อาจารย์ให้นักศึกษาทำกิจกรรมศิลปะ บำบัดเด็กพิเศษ โดยการให้นักศึกษาจับคู่กัน ให้ฟังเพลงและขีดเส้นตรงไปตามเสียงเพลง พอเพลงจบให้แต่ละคู่ระบายสีช่องที่เป็นช่องปิดตายทุกช่อง


         ต่อมาอาจารย์ให้ทำกิจกรรม ศิลปะบำบัด โดยให้จับคู่ แจกกระดาษคู่ละ 1 แผ่น สีคนละ 1 แท่ง แล้วลากเส้นไปตามจังหวะเสียงเพลงและห้ามยกสีขึ้นจนกว่าเพลงจะจบ หลังจากนั้นให้ช่วยกันระบายสีลงในช่องที่ถูกปิดตาย ด้วยสีสรรค์ตามจินตนาการ กิจกรรมนี้จะช่วยให้ครูผู้สอนรู้ว่าเด็กแต่ละคนนั้นมีภาวะความคิดเป็นแบบใด


                                                           อุปกรณ์มีสีเทียน กระดาษ




ลากเส้นตรงไปมา




ระบายสีทับช่องปิดตาย




งานคู่ของฉัน


                                                       



ผลงานของเพื่อนในห้อง


  



การนำไปประยุกต์ใช้
          สามารถนำเอาหลักการการส่งเสริมทักษะด้านภาษาของเด็กไปปรับใช้กับการสอนในอนาคตได้ เพื่อเรียนรู้ว่าเด็กพิเศษและเด็กปกตินั้น ควรส่งเสริมทางด้านภาษาในรูปแบบใด และยังสามารถนำเอากิจกรรมศิลปะบำบัดที่อาจารย์ให้ทำไปใช้กับเด็กได้จริง เพื่อให้รู้ว่าเด็กแต่ละคนมีนิสัยแบบไหน

การประเมิน
ตนเอง : แต่งกายสุภาพ เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน และจดบันทึกตาม
เพื่อน : ตั้งใจฟังอาจารย์ ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมดี มีคุยกัยเสียงดังบ้าง พูดคุยตอบโต้กับอาจารย์ดี
อาจารย์ : เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย อธิบายเนื้อหาได้อย่างเข้าใจชัดเจน ยกตัวอย่างสถานการณ์จริง เพื่อความเข้าใจและสอนหลักในการแก้ปัญหาหากพบเจอสถานการณ์นั้นๆสามารถเอาไปปรับใช้ในอนาตได้ค่ะ


วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 8



บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ แจ่มถิน
วันพฤหัสบดีที่ 5  เดือนมีนาคม พ.ศ.2558 เวลาเรียน 13.10 - 16.40 น.




ความรู้ที่ได้รับ
          วันนี้อาจารย์ให้ทำกิจกรรมก่อนลงเรียนเนื้อหา กิจกรรมในวันนี้เป็นกิจกรรมให้ วาดรูปมือตัวเอง ให้เหมือนที่สุด โดยเริ่มกิจกรรมด้วยการสวมถุงมือข้างที่ไม่ถนัด จากนั้นให้วาดรูปมือข้างที่สวมถุงมือให้เหมือนที่สุดเท่าที่จะวาดได้ โดยห้ามเปิดถุงมือดู พอวาดเสร็จก็ถอดถุงมือแล้วนำมาเปรียบเทียบกับรูปที่วาดว่าเหมือนไหม แล้วอาจารย์เดินมาตรวจดูรูปของทุกคน




เนื้อหาที่เรียนในวันนี้
                 
การสอนเด็กพิเศษและเด็กปกติ
ทักษะของครูและทัศนคติ
การฝึกเพิ่มเติม

          อบรมระยะสั้น , สัมมนา และสื่อต่างๆ
การเข้าใจภาวะปกติ
          เด็กมักจะคล้ายลึงกันมากกว่าแตกต่าง ต้องเรียนรู้ มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กปกติและเด็กพิเศษ รู้จักเด็กแต่ละคน ว่าเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร มองเด็กให้เป็นเด็ก
การคัดแยกเด็กที่มีพัฒนาการช้า
           การเข้าใจพัฒนาการของเด็ก จะช่วยให้ครูสามารถมองเห็น ความแตกต่างของเด็กแต่ละคนได้ง่าย
ความพร้อมของเด็ก
           วุฒิภาวะ แรงจูงใจ และโอกาส
การสอนโดยบังเอิญ
            ให้เด็กเป็นฝ่ายเริ่ม เด็กเข้าหาครูมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสในการสอนมากขึ้นเท่านั้น ครูต้องใช้เวลาในการติดต่อไม่นาน และครูต้องทำให้เป็นเรื่องสนุกสนาน
อุปกรณ์
            ต้องมีลักษณะง่ายๆ ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เด็กปกติเรียนรู้ที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กพิเศษ และของเล่นในห้องเรียนรวมต้องไม่แบ่งแยกเพศเด็ก
ตารางประจำวัน
             เด็กพิเศษไม่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำ กิจกรรมต้องเรียงลำดับเป็นขั้นตอนและทำนายได้ กิจกรรมแรกของวันมักเป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหว >เสริมประสบการณ์ >ศิลปะ>กลางแจ้ง>กิจกรรมตามมุม บ่าย กิจกรรมเล่านิทาน เล่นเกมการศึกษา เพื่อรอเวลากลับบ้าน


ทัศนคติของครู
ความยืดหยุ่น

             ครูต้องตอบสนองต่อเป้าหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็ก ตอบสนองเป้าหมายเด็ก ต้องตอบสนองสิงที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก เช่นเรื่องจับดินสอ ต้องสอนให้น้องจับปากกา จับสีให้แน่น จำดินสอให้มั่น เป้าหมายหลักครู อันไหนสำคัญสุดแก้ส่วนนั้นก่อน ต้องมีการเรียงลำดับความสำคัญบอกเด็กว่าสิ่งไหนควรทำไม่ควรทำและปรับพฤติกรรม ตั้งเป้าหมายอะไรไว้ ให้บรรลุแค่ส่วนนั้นก่อน
การใช้สหวิทยาการ
             ใจกว้างต่อคำแนะนำของบุคคลในอาชีพอื่นๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการบำบัดกับกิจกรรมในห้องเรียน ต้องรวมกิจกรรมเข้ากับการบำบัด
การเปลี่ยนพฤติกรรมและการเรียนรู้
  เด็กทุกคนสอนได้

           ส่วนมากเด็กเรียนไม่ได้เพราะขาดโอกาส
เทคนิคการให้เสริมแรง
วิธีการแสดงออกถึงแรงเสริมจากผู้ใหญ่
            ต้องตอบสนองด้วยวาจา ด้วยการชม พยักหน้ารับยิ้ม ฟัง สัมผัสทางกายด้วยการกอด หอม และให้ความช่วยเหลือ ร่วมกิจกรรมกับเด็ก
หลักการให้แรงแสริมในเด็กปฐมวัย
             ครูต้องให้แรงเสริมทันทีที่เด็กมีพฤติกรรมอันพึงประสงค์ ครูให้ความสนใจเด็กนานเท่าที่เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์
การแนะนำหรือบอกบท (Prompting)
            ใช้การย่อยงาน ตามลำดับความยากง่ายของงาน และการบอกบทจะค่อยๆน้อยลงตาามลำดับ
ขั้นตอนการให้แรงเสริม  สังเกตและกำหนดจุดมุ่งหมาย สอนจากง่ายไปยาก ให้แรงเสริมเฉพาะพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่สุด ทีละขั้นไม่เร่งรัด "ยิ่งชิ้นเล็กเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น" ไม่ดุหรือตี
การกำหนดเวลา
             จำนวนและความถี่ของแรงเสริมที่ให้กับพฤติกรรม การเรียนรู้ของเด็กต้องมีความเหมาะสม
ความต่อเนื่อง   พฤติกรรมทุกๆอย่างในชีวิตประจำวันต่อเนื่องกันระหว่างพฤติกรรมย่อยๆหลายๆอย่างรวมกัน สอนแบบก้าวไปข้างหน้า หรือย้อนหลังมาจากข้างหลัง ต้องสอนผสมกัน
โดยการลงโทษเด็ก เอาของเล่นออกจากเด็ก หรือ เอาเด็กออกจากของเล่น
การลดหรือหยุดแรงเสริม
              ครูจะงดแรงเสริมกับเด็กที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เอาอุปกรณ์หรือของเล่นออกไปจากเด็ก เอาเด็กออกจากของเล่น 


 
การนำไปใช้
              สามารถนำความรับที่ได้รับในวันนี้ทั้งกิจกรรม และเนื้อหาในห้องเรียนสามารถนำไปปรัยุกย์ใช้ในการเรียนการสอนของเด็กปฐมวัยในอนาคตได้


*การประเมิน
             *ตัวเอง แต่งกายเรียบร้อยพร้อมเข้าเรียน ตั้งใจเรียนฟังอาจารย์อธิบายและทำกิจกรรมในห้องเรียนอย่างสนุกสนานและเพลิดเพลิน
             *เพื่อน. ตั้งใจเรียนและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมและตั้งใจฟังอาจารย์อธิบายในห้องเรียน มีคุยกันบ้างเป็นบางครั้ง
             * อาจารย์. อาจารย์มีความเป็นกันกับนักศึกษาทุกคน พาทำกิจกรรมก่อนลงเนื้อหา อย่างสนุกสนานทำให้เพลิดเพลินและผ่อนคลาย และอธิบายเนื้อหาในห้องเรียนอย่างเข้าใจแล้วจนเห็นภาพทำให้เข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น หนูมีความสุขทุกครั้งที่ได้เรียนกับอาจารย์ค่ะ



บันทึกอนุทินครั้งที่ 7



  บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
              อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ  แจ่มถิน
                   วันพฤหัสบดีที่ 26 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2558  เวลาาเรียน  13.10 - 16.40 น.








ช่วงสอบกลางภาคของมหาวิทยาลัย